Up in the Air หนังที่สร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจ

Up-in-the-Air-poster

การหาหนังสักเรื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจหลายคนมีแนวทางในการเลือกหนังต่างกันออกไป แต่การจะเลือกว่าหนังเรื่องดีโดนใจคุณหรือไม่นั่นต้องมาจากความรู้สึกลึกๆ ภายในว่าคุณเองต้องการดูหนังเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน การเลือกดูหนังอย่าง Up in the Air นี่คือหนังที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าโลกเรามันไม่ได้โหดร้ายเกินไปแม้เรื่องบางเรื่องที่ต้องรับรู้มันช่างทรมานเสียเหลือเกิน บวกเข้ากับหนังได้ใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วยเหลือให้เราได้รับแรงบันดาลใจดีๆ มากมาย ที่มาของหนังพร้อมการสร้างแรงบันดาลใจดีๆ จาก Up in the Air สำหรับ Up in the Air เป็นเรื่องราวของพนักงานคนหนึ่งผู้มีอาชีพต้องเดินทางเพื่อไปบอกกับพนักงานในบริษัทต่างๆ ว่าตอนนี้คุณได้กลายเป็นคนตกงานเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าการไปบอกของเขาจะไปพูดทำนองออกจากบริษัทนี้ไปซะ แต่เขาจะเลือกใช้จิตวิทยาในการพูดว่าการตกงานของคุณมันไม่ได้ทำให้ชีวิตทั้งหมดของคุณต้องสูญสิ้นไป ความน่าสนใจก็คือโครงเรื่องหนังต้องการสร้างให้เห็นว่าคนที่มีอาชีพทำนองที่คนอื่นไม่ต้องการพบหน้าจะเป็นอย่างไร เขามีแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบไหนบ้างกับการต้องอยู่ในอาชีพประเภทนี้ หนังจึงได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่คนเขียนต้องการสื่อออกมาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ว่าสุดท้ายแล้วทุกคนสามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวจริงหรือแม้แต่พระเอกในเรื่องที่เขาแทบไม่เคยสนใจใครแถมยังบอกอีกว่าการมีชีวิตผูกพันกับคนอื่นมันถือเป็นภาระที่หนักกระเป๋าเวลาเดินทาง ยิ่งภาระเยอะเท่าไหร่คุณจะไม่สามารถเดินทางไปไหนตามความต้องการของตนเองได้เลย หนังยังคงดำเนินต่อไปเมื่อวันหนึ่งหัวหน้าเขาได้รับสมัครพนักงานสาว เธอได้เสนอเปลี่ยนจากการเดินทางเป็นการลาออกด้วยวิธีออนไลน์แทน นั่นทำให้พระเอกหัวเสียสุดๆ พร้อมต้องการพิสูจน์ว่าวิธีของเขาดีมาก นั่นจึงทำให้เธอต้องติดตามไปด้วยเพื่อดูว่าทำได้จริงแค่ไหน ระหว่างนั้นพระเอกได้พบกับสาวคนหนึ่งที่นิสัยเหมือนเขาทุกอย่าง กระทั่งเขาไปงานแต่งน้องสาวแล้วน้องเขยเขากลัวการแต่งงานเขาจึงต้องใช้จิตวิทยาสั่งสอนและพบว่าสุดท้ายตัวเขาต้องการความรักเหมือนกัน เขาจึงกลับไปหาสาวคนที่เขาสนิทด้วยแต่ปรากฏว่าเธอเองมีครอบครัวอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้ได้สร้างกำลังใจให้กับทุกคนในทำนองว่าการมีหน้าที่การงานดี มีเงินทองไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะมีความสุขทั้งหมดหากคุณยังไม่เคยพบกับรักแท้ในชีวิต การแต่งงานอาจไม่ได้บทสรุปทั้งหมดแต่การมีคนรู้ใจมันทำให้ชีวิตสุขได้จริง

Read more

การสื่อความหมายจากหนังเรื่อง Cast Away ถ้าหากคนเราติดเกาะร้างแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

Cast-Away-Poster

บางทีสิ่งที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ในทุกวันนี้อาจไม่ใช่คำตอบของทั้งหมดก็ได้ ในมุมมองกลับกันเราพยายามต่อต้านบางสิ่งบางอย่างที่สังคมพยายามสร้างขึ้นมาพร้อมทั้งต้องการบอกกับตนเองว่าอยากทำอะไรในสิ่งที่เป็นตนเอง บางทีการไม่ต้องทำตามสิ่งที่เรียกว่า สังคม มันอาจทำให้ชีวิตเกิดความสุขขึ้นได้ แล้วที่ไหนดีจึงจะทำให้ชีวิตของเราเป็นตัวของตัวเอง ไปติดเกาะร้างเสียหน่อยเป็นอย่างไร? นี่อาจเป็นความคิดของบางคนที่พุ่งขึ้นมาเหมือนกับหนังเรื่อง Cast Away ที่ต้องการจะสื่อให้เห็นอะไรบางอย่างจากการใช้ชีวิต ความหมายของหนัง Cast Away เมื่อคนเราต้องติดเกาะร้างจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น เรื่องราวของ Cast Away บอกเล่าถึงตัวหลักชื่อชัคที่อดีตเขาคือพนักงานออฟฟิศทั่วไปทำงานให้กับบริษัทส่งของชื่อดัง เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่เขามักได้ยินกรอกหูตลอดเวลาคือทุกๆ วินาทีมีค่า นั่นคือสิ่งที่เขารู้สึกว่ามันแสนน่าเบื่อกับเรื่องอะไรที่มันไม่มีความถูกต้องนัก ประอบกับเขารู้สึกว่าเพื่อนที่ทำงาน แฟน ครอบครัวที่ห้อมล้อมเขาอยู่มันไม่ได้เป็นความสุขอย่างแท้จริง วันหนึ่งเขาไปติดในเกาะร้างพร้อมทั้งต้องดิ้นรนเอาตัวรอด เขามองว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรเป็น เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตแต่แนวทางการดำเนินชีวิตต่างหากคือหัวใจสำคัญ แต่แล้วเมื่ออยู่ไปอยู่มากเขากลับพบว่าชีวิตอันแสนโดดเดี่ยวมันเหงาเกินกว่าจะเข้าใจได้ เขาต้องสร้างเพื่อนในจินตนาการขึ้นมา ต้องทำให้เหมือนว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวบนเกาะร้างแห่งนี้ จนสุดท้ายเขาได้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง หนังเรื่องนี้ต้องการบอกกล่าวบางสิ่งบางอย่างในจิตใจของคนเราทุกคน การเอาชีวิตรอดของทุกๆ คนเป็นเรื่องง่ายเพราะมันคือสัญชาตญาณของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก แต่การที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวต่างหากมันคือสิ่งที่ลำบากลำบน เต็มไปด้วยปัญหาในจิตใจ สุดท้ายแล้วคนเราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองเพียงผู้เดียว มนุษย์ทุกคนต้องการความรัก ต้องการเป็นผู้ให้ความรักเนื่องจากเป็นสัตว์สังคม บางคนอาจทำตัวแตกต่างไม่เหมือนคนอื่น มีชีวิตไม่เหมือนคนทั่วไปแต่สุดท้ายเขาก็รู้ว่าความรักคือคำตอบของทุกสิ่ง คนเราเวลาเจอความเหงาแล้วมันเศร้าจับใจไม่ใช่แค่เรื่องของการต้องไปติดเกาะ แต่แค่เรารู้สึกเหงาบางทีมันยังทำให้เคว้งคว้าง อ่อนแอทั้งๆ ที่เรายังอยู่กับคนรอบข้างด้วยซ้ำ หนังเรื่องนี้ถือว่าสื่อและตีความออกมาได้ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการเข้าใจคนรอบข้างให้มากขึ้นกว่าเดิมรวมถึงเข้าใจตัวเองด้วย

Read more

Superman : Man of Steel สื่อเรื่องราวเปรียบเทียบชีวิตพระเยซูโดยผู้กำกับแซ็ค สไนเดอร์ที่มีความคิดสร้างสรรค์

superman-man-of-steel-thumnail

สำหรับใครชื่นชอบหนังแนวฮีโร่การดูหนังเรื่องซุปเปอร์แมนคงถือเป็นเรื่องปกติต่อให้ใครไม่ค่อยชอบดูหนังแนวนี้แต่ถ้าลองนึกถึงซุปเปอร์ฮีโร่คนแรกๆ ที่คุณรู้จักก็คงหนีไม่พ้นซุปเปอร์แมนอีกเช่นกัน จริงแล้วหนังแนวๆ นี้มีการทำออกมาให้ดูน่าสนใจหลากหลายมากแต่ความน่าสนใจสุดๆ ที่ทำเอาหลายคนเมื่อดูแล้วสัมผัสได้ว่านี่มันมากกว่าการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่คือการเปรียบเทียบซุปเปอร์แมนกับพระเยซูเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจกับหนังเรื่อง Superman : Man of Steel ใครที่ยังไม่เคยดูอาจไม่เข้าใจแต่คนที่เคยดูแล้วจะสัมผัสได้ในลักษณะแบบเดียวกัน Superman : Man of Steel เรื่องราวของฮีโร่เปรียบเทียบกับพระเยซูได้อย่างน่าสนใจ ต้องย้อนความกลับไปก่อนว่าจริงแล้วหนังอย่างซุปเปอร์แมนเป็นหนังที่คนทั่วโลกรู้จักแต่จะเคยดูภาคไหนกันอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของแต่ละคน กระนั้นสำหรับ Superman : Man of Steel คือการสร้างอีกภาคหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากจากคอหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้เพราะนี่คือการยกเครื่องซุปเปอร์แมนใหม่ทั้งหมดภายใต้ความสามารถของผู้กำกับชั้นยอด 3 ราย ประกอบไปด้วย คริสโตเฟอร์ โนแลน, เดวิด โกเยอร์ และแซ็ค สไนเดอร์ สำหรับเรื่องราวของ Superman : Man of Steel พูดถึงการกำเนิดขึ้นมาของตัวซุปเปอร์แมนพร้อมด้วยภารกิจแรกของเขา โครงเรื่องมีการเล่าตั้งแต่ก่อนที่ Kal-EI จะถูกส่งลงมายังโลกพร้อมได้รับการเลี้ยงดูโดยครอบครัวตระกูล Kent แถบเมืองชนบทของแคนซัส พร้อมกันนี้ Kent ยังได้ชื่อใหม่ว่า Clark ตัวของ คลาร์กพยายามสืบหาเรื่องราวของตนเองว่ามีที่มาที่ไปยังไงกระทั่งเขาได้รับรู้ว่าตนเองคือใครและควรต้องอยู่บนโลกแบบไหน นี่คือโครงเรื่องพื้นฐานที่เล่าให้ฟังแต่ความน่าสนใจของการแทรกความแหวกแนวเข้าไปคือในเรื่อง Superman : Man of Steel เราจะพบว่าจริงแล้วซุปเปอร์แมนมีความคล้ายกับตำนานของพระเยซูอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาติกำเนิดที่ทั้ง 2 […]

Read more

Saving Private Ryan การสื่อความหมายของหนังทำไมถึงได้กลายเป็นตำนาน

Saving-Private-Ryan-poster-pic

การกระทำของคนเราบางอย่างมันก็ไม่ได้มีเหตุผลมากไปกว่าการทำเพราะเป็นหน้าที่ของตนเอง การสร้างคุณค่าให้กับชีวิตบางครั้งแม้ต้องแลกมาด้วยสิ่งที่ไม่เหลืออะไรให้กับชีวิตเลยแต่ในเมื่อมันคือหน้าที่นี่เป็นสิ่งที่ความรับผิดชอบต้องการก่อนเสมอ เฉกเช่นเดียวกับหนังอย่าง Saving Private Ryan ที่ไม่ได้มีแค่ชีวิตของตนเองเป็นสำคัญแต่การทำภารกิจจากหน้าที่ของตนเองมันคือเรื่องที่บ่งบอกได้อย่างดีว่าทำไมหนังเรื่องนี้จึงกลายเป็นตำนานที่ทำเอาแฟนๆ หลายคนน้ำตาซึมไปกับความเสียสละ Saving Private Ryan หน้าที่มาก่อนเสมอจนทำให้กลายเป็นตำนาน เรื่องราวว่าด้วยศึกสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อมีการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรสร้างความสูญเสียให้กับกองทัพอย่างมาก มีพลทหารบาดเจ็บล้มตายเยอะแยะไปหมดไม่ว่าจะเป็นเหล่าบรรดาลูกน้องของร้อยเอก จอห์น มิลเลอร์ รวมถึงพี่น้องตระกูลไรอัน อย่างไรก็ตามยังเหลือน้องคนเล็กอยู่คนหนึ่งที่ยังไม่พบศพแต่ก็ไม่รู้ชะตากรรมนามว่า เจมส์ ไรอัน นี่คือภารกิจที่ร้อยเอกจอห์น ได้รับว่าต้องพาลูกน้องของเขาเข้าไปค้นหาเพื่อช่วยชีวิตนายทหารรายนี้กลับคืนมาสู่อ้อมอกของแม่เธอให้ได้ ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบทำให้ร้อยเอกจอห์น ตัดสินใจว่าจะเข้าไปช่วยเหลือพร้อมลูกทีมของเขา แม้ลูกทีมของเขามีข้อสงสงสัยว่าทำไมต้องเอาคนอีกไม่รู้กี่คนไปตายเพื่อช่วยเหลือคนๆ เดียว แต่ในตัวของร้อยเอกจอห์นรู้ดีว่ามันคือหน้าที่ของอาชีพเขา แม้ท้ายที่สุดเจมส์จะรอดมาได้แต่ร้อยเอกจอห์นกลับไม่รอดมาด้วยก็ตาม ความหมายของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างตรงประเด็นมากเกี่ยวกับเรื่องของการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดไม่ว่าสถานการณ์จะย่ำแย่หรือโหดร้ายขนาดไหน ความตายไม่สามารถหลีกเลี่ยงคนที่มีความตั้งใจได้ ชีวิตของคนยังไงย่อมมีความสำคัญเสมอหากได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตามในเรื่องต่างๆ การยอมเข้ามาทำหน้าที่ในทุกๆ ตำแหน่งงานนั่นหมายถึงว่าคุณเองพร้อมรับผิดชอบในทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นแล้ว เมื่อยอมรับแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมันก็ต้องดำเนินต่อไป แม้บางทีคนที่ต้องทำตามคุณอาจไม่เข้าใจ กลายเป็นความกดดันระห่างปฏิบัติหน้าที่ก็ตามที ชีวิตคนเราไม่ได้มีอะไรสมบูรณ์แบบไปหมดเสียทุกอย่าง มันคงดีกว่าหากเราสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้จนวินาทีสุดท้ายโดยไม่ได้คาดหวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่หนังต้องการสื่อออกมาให้คนดูทุกคนได้เข้าใจจึงทำให้กลายเป็นหนังที่อยู่ในความทรงจำเมื่อใครก็ตามมีโอกาสได้นั่งดูและซาบซึ้งไปกับเรื่องราวเหล่านี้ที่เกิดจากความเสียสละตามหน้าที่

Read more

ไททานิก และ อาร์มาเกดดอน 2 ภาพยนตร์ในใจตลอดกาล

titanic

ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่มีฉายในประเทศไทยต้องบอกว่ามีอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่ถ้าหากให้นึกถึง 2 ภาพยนตร์ที่เชื่อว่ายังคงติดตราตรึงใจคนดูเสมอก็คงหนีไม่พ้น 2 เรื่องอย่างไททานิค และ อาร์มาเกดดอน ลองมาย้อนดูเรื่องราวสนุกๆ ของ 2 เรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไททานิค เป็นผลงานการสร้างของเจมส์ คาร์เมรอน บอกเล่าถึงความรักของตัวละครอย่างแจ็ค ดอว์สัน และ โรส เดวิท บูเคเตอร์ ผ่านการล่องเรือสำราญขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่าไม่มีวันจมอย่าง “ไททานิก” แม้ว่าชนชั้นของพวกเขาทั้ง 2 คนจะค่อนข้างห่างกันมากแต่ด้วยความผูกพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นบนเรื่อยักษ์ลำนี้ก็ได้หล่อหลอมให้พวกเขาเกิดความรักซึ่งกันและกันและมีคำสัญญาว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรือเทียบท่านิวยอร์กพวกเขาทั้ง 2 คนจะหนีไปด้วยกันเพื่อสร้างชีวิตใหม่ แม้จะโดนกีดกันทั้งจากแม่ของฝ่ายหญิงรวมไปถึงคู่หมั่นหนุ่มของเธอก็ตามที แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาทั้ง 2 คนก็ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ขณะที่อยู่ในเรือมาได้ด้วยกัน ทว่าความฝันที่พวกเขามีก็กลับต้องพังทลายลงทั้งหมดเมื่อคืนหนึ่งขณะที่ไททานิกกำลังแล่นด้วยความเร็วสูงบนมหาสมุทรแอตแลนติกและเกิดชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งอย่างจัง ทำให้เรืออับปางลงและมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คน ซึ่งก็รวมไปถึงแจ็ค ด้วยเช่นเดียวกันที่ในภาพยนตร์จมน้ำเสียชีวิต  ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างความคลั่งต่อเรือไททานิกเป็นอย่างมากในประเทศไทย อาร์มาเกดดอน เป็นผลงานการสร้างของไมเคิล เบย์ บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของกลุ่มนักขุดเจาะน้ำมันกลางมหาสมุทรกลุ่มหนึ่งที่ต้องกลายเป็นนักกอบกู้โลกจำเป็นเมื่อทางองค์การนาซ่าได้พบว่าโลกเหลือเวลาอีกเพียง 18 วันเท่านั้นที่จะไม่ให้อุกกาบาตลูกยักษ์เข้ามาชนและกลายเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมวลมนุษยชาติ แดน ทรูแมน ตัวแทนขององค์การนาซ่าจึงได้ทำการติดต่อไปยัง แฮร์รี่ สแตมเปอร์ หัวหน้าหน่วยขุดเจาะทางทะเลเพื่อหาวิธีในการยับยั้งอุกกาบาตลูกนี้ไม่ให้ชนโลก เขาจึงได้พาทีมงานที่มีแฟนลูกสาวอย่าง เอเจ บินสู่ท้องอวกาศเพื่อกำจัดอุกกาบาตมรณะนั้นให้สิ้นซาก ทว่าเรื่องราวมันไมได้ง่ายขนาดนั้นเมื่อมีอุบัติเหตุและอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายจนลูกทีมของเขาต้องเสียชีวิตลงทีละคน จนในท้ายที่สุดก็กลายเป็นตัวเขาเองที่จะต้องเสียสละกดชนวนระเบิดดาวหางเพื่อให้ทุกคนอยู่รอด ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดได้ว่าเป็นอีก 1 เรื่องที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนภาพยนตร์ชาวไทยเลยก็ว่าได้

Read more

ความแตกต่างระหว่าง Series และ Sitcoms

series_tv

ศิลปะเรื่องของการแสดงสามารถแบ่งออกได้อย่างหลากหลายแขนง แต่ที่เรามักจะเห็นในหน้าจอทีวีบ่อยที่สุดก็คงจะเป็นการแสดงละครหรือถ้าสมัยใหม่จะเรียกว่าซีรีย์กับการแสดงแนวซิทคอม ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะการแสดงที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยจะขอลองจำแนกทักษะการแสดงของทั้ง 2 แบบให้ได้เห็นกันกับละคร 2 เรื่องที่ต้องบอกว่าดังชนิดพลุแตกสุดๆ เริ่มต้นด้วยการแสดงในแบบของละครซีรีย์อย่าง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

Read more